Outside the box ...????

posted on 30 Jun 2013 15:52 by freetime-love
Money mouthMoney mouth หลายคนมักคิดว่า ตนเองสามารถคิดนอกกรอบได้ มันเป็นเพียงกระแสนิยม เนื่องจากมนุษย์มักคิดว่าตัวเองแตกต่างหรือดีกว่าผู้อื่น หากจะคิดให้ตรงตามหลักการ การคิดนอกกรอบเป็นสิ่งที่ดี สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ขึ้นมาบนโลก สร้างความแปลกใหม่ให้กับสังคม ไม่ย่ำอยู่กับที่ตลอดชีวิต

    ตามความคิดของฉัน ในโลกใบนี้มีคนอยู่ 2 ประเภทเท่านั้นที่สามารถคิดนอกกรอบได้แบบจริงๆจังๆ นั่นคือ เด็กและคนบ้า การที่เด็กและคนบ้าสามารถคิดนอกกรอบได้เพราะพวกเขาไม่มีกรอบ ไม่มีเส้นทึบตีกรอบอิสระทางความคิดของพวกเขา ต่างกับความคิดของคนทั่วไปที่มีกรอบความคิด มีกำแพงหนากั้นไม่ให้ก้าวข้ามออกไป


    การคิดนอกกรอบของเราจะทำให้เกิดการคิดแบบหลงทาง เพราะกรอบความคิดที่ล้อมตัวเราอยู่นั้น ผ่านกระบวนการทดสอบ ขนบธรรมเนียม และค่านิยมจากรุ่นสู่รุ่นมานานนม ได้รับความเคารพว่า เป็นความคิดที่ดี พอพวกเราคิดจะปีนข้ามความคิดเหล่านี้ก็จะถูกประณามว่า คิดหลงทาง คิดไร้สาระ คิดมั่วไป
ฉันอยากรู้จริงๆว่าอะไรที่เป็นตัวกำหนดความคิดแบบปิดกั้นทางสังคมนี้ LaughingLaughing

edit @ 30 Jun 2013 16:03:14 by ทะเลจันทร์ ตะวันวาด

THAI เรื่องที่3 บทความ

posted on 30 Jun 2013 14:34 by freetime-love
 บทความ
Money mouth  ในบทความบทความ ระวัง!!จะเจอตัวเลือกที่ หน้าตา  ความหมาย ใกล้เคียงกัน อาจทำให้เรางงได้ วันนี้จะขอยกตัวอย่างที่มักนำมาออกข้อสอบมาให้ดูกันนะค่ะ
รูปแบบที่1
1. แนะนำ                                ชี้แจงให้ทำหรือปฎิบัตี
2. ตำหนิ                                 ติเตียน
3. เตือนสติ                             เตือนให้รู้ตัว , เตือนให้ได้สติ
4. ขอร้อง                               ขอให้ช่วยเหลือ , ขอให้ทำตามที่ขอ
5. วิงวอน                               เฝ้าร้องขอ , ร่ำขอ , ขอด้วยอาการออดอ้อน , เฝ้าขอร้องให้ทำตามประสงค์
6. บอก                                   พูดให้รู้ , เล่าให้ฟัง , บ่งบอกให้รู้
รูปแบบที่2
1.สับสน                                ปะปนกัน, ยุ่งไม่เป็นระเบียบ
2.ฟุ้งซ่าน                             ไม่สงบ , พล่านไป
3.ว้าวุ่น                                สับสน
4.ฟั่นเฟือน                           หลงใหล,  เคลิบเคลิ้ม , เผลอสติ , คุ้มดีคุ้มร้าย
รูปแบบที่3
1.สบายใจ                           ไม่มีทุกข์ไม่มีร้อน
2.ประทับใจ                          ติดอกติดใจ, ฝังอยู่ในใจ
3.กำลังใจ                            สภาพของจิตใจที่มีความเชื่อมั่นและกระตือรือร้น พร้อมที่จะเผชิญกับ-
                                          เหตุการณ์ ทุกอย่าง
4.ภาคภูมิใจ                         กระหยิ่มใจ , รู้สึกว่ามีเกียรติ
5.เห็นใจ                             เห็นน้ำใจว่าเป็นอย่างไร เช่น ดี หรือ ชั่ว ,  รู้สึกในความทุกข์ยากของผู้อื่น
 
รูปแบบที่4
1.ประสาน                          ทำให้เข้ากันสนิท , เชื่อม
2.ประมาณ                          กะหรือคะเนให้ใกล้เคียงกับจำนวนจริง หรือให้พอเหมาะพอควร , ราวๆ
3.ประเมิณ                          การประเมิณค่าหรือราคาเท่าที่ควรจะเป็น
รูปแบบที่5
1. กระแนะกระแหน             พูดกระทบหรือพูดเป็นเชิงเสียดสี
2. กระทบกระเทียบ             เปรียบเปรยให้กระทบถึง
3.ประชดประชัน                 พูดหรือทำเป็นเชิงกระทบ กระแทกแดกดัน
4.ประจบประแจง                พูดหรือทำให้เขารักหรือชอบ
รูปแบบที่6
1.แจ้งให้ทราบ                  แสดงให้รู้ , บอกให้รู้
2.ถามให้ตอบ                   คำถาม
3.บอกให้ทำ                    ออกคำสั่ง
รูปแบบที่7
1.ขมขื่น                         รู้สึกช้ำใจแต่ฝืนไว้ เพราะไม่สามารถแสดงออกมาได้
2.ตัดพ้อ                        พูดต่อว่าด้วยความน้อยใจ
3.เคียดแค้น                   โกรธแค้น เคืองแค้น
 
รูปแบบที่8
1.หวาดหวั่น                   พรั่นกลัว , สะดุ้งกลัว
2.หวาดกลัว                   มีความรู้สึกกริ่งเกรง , รุ้สึกสะดุ้งกลัว
3.คึกคัก                        แข็งแรง ,กระปี้กระเปร่า,มีชีวิตชีวา ,ลักษระที่มีผู้คนพลุกพล่าน เข้าๆออกๆมากกว่าปกติ
4.ฮึกเหิม                       ลำพองใจด้วยความคึกคะนอง
รูปแบบที่9
1.อ่อนน้อม                    แสดงกริยาวาจาอย่างมีคารวะ 
2.ถ่อมตน                      แสดงฐานะหรือความรู้ความสามารถต่ำกว่าที่เป็นจริง
3.ยำเกรง                      เกรงกลัวเพราะเครพนับถือ
4.ทะนงในศักดิ์ศรี          ทะนง-ถือตัว , หยิ่งในเกียรติของตัว ศักดิ์ศรี เกียรติยศ
รูปแบบที่10
1.กระตือรือร้น               รีบร้อน , เร่งรีบ , ขมีขมัน , มีใจฝักใฝ่ , เร่งร้อน
2.ประมาท                    ประมาท-ขาดความรอบคอบ , ขาดความระมัดระวัง เพราะทนงตัว , ความเลินเล่อ
3.ย่อท้อ                       ย่อท้อ-ไม่คิดสู้เพราะขาดกำลังใจ
4.มองการณ์ไกล            คาดคะเนเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงโดยอาศัย  เหตุผล ประสบการณ์ , เห็นการณ์ไกล
รูปแบบที่11
1.หดหู่                       ห่อเหี่ยวไม่สดชื่น , สลดใจ
2.เสียดาย                  รู้สึกอยากได้สื่งที่เสียไป พลาดไปให้กลับคืนมา , อาลัยถึงสิ่งที่จากไป
3.รังเกียจ                   เกลียดเพราะรู้สึกขยะแขยงหรือไม่ชอบใจ
4.ปลงตก                   พิจารณาจนเห็นจริงแล้วปล่อยไปตามสภาพ
5.กลัว                       รู้สึกไม่อยากปรสบสิ่งที่ไม่ดีแก่ตัว , รู้สึกหวาดเพราะคาดว่าจะประสบภัย
Money mouth วันนี้เรื่องนี้ขอต่อ Entry หน้านะค่ะ
Surprisedอย่าลืมทำความเข้าใจกับบทความด้วยนะค่ะ เพราะการทำความเข้าใจย่อมได้ผลดีกว่าการท่องจำค่ะ

  คำมูล

 คำมูล คือ คำที่มีลักษณะดังต่อไปนี้

1. คำมูลเป็นพยางค์เดียวโดดๆ จะเป็นคำมาจากภาษาใดก็ได้ แต่ต้องเป็นคำเดียว เช่น

 ภาษาไทย - พ่อ แม่ หมู หมา แมว น้อง

 ภาษาจีน - เกี๊ยะ เกี๊ยว เจี๊ยะ แป๊ะ ซิ้ม

ภาษาอังกฤษ - ไมล์ เมตร ปอนด์ ฟุต

2.ถ้าเป็นคำหลายพยางค์ เมื่อแยกแต่ละพยางค์แล้วอาจมีความหมายหรือไม่มีความหมายก็ได้ 
แต่ความหมายของแต่ละพยางค์ไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของคำมูลนั้นเลย เช่น กระดาษ ศิลปะ กำมะลอ

3.คำมูลคำเดียวในภาษาไทยอาจมีความหมายได้หลายอย่าง เช่น

- นกเกาะอยู่บนกิ่งไม้ในเกาะแห่งหนึ่ง

- พวกเงาะชอบกินลูกเงาะ

คำประสม

เมื่อเรามีความคิดใหม่ๆ และความต้องการใหม่ๆเกิดขึ้น เราก็มีวิธีคิดคำเพิ่มขึ้น โดยนำเอาคำมูลตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาประสมกันเรียกว่า คำประสม เกิดเป็นคำใหม่ มีความหมายใหม่ขึ้น เช่น พัดลม เตารีด ไฟฟ้า ตู้เย็น ลูกคิด ตากล้อง ผู้แทน เรือบิน รถราง น้ำอัดลม ฯลฯ

คำประสมที่เกิดความหมายใหม่ขึ้นจะมีความสัมพันธ์กับความหมายเดิมในลักษณะต่างๆ ดังต่อไปนี้

1.ความหมายของคำประสมมีเค้าความหมายเดิมของคำมูลมารวมกันโดยตรง เช่น รองเท้า ไม้แขวนเสื้อ ไม้กวาด

2.ความหมายของคำประสมในทำนองเปรียบเทียบ เช่น หางเสือ ลูกเสือ หัวแข็ง ปากแข็ง ปากกา 
และบางคำเป็นสำนวน เช่น ยกเมฆ ชักดาบ โคมลอย น้ำพักน้ำแรง ล่มหัวจมท้าย ฯลฯ

3.คำประสมที่เกิดจากนำคำมูลที่มีความหมายใกล้เคียงกัน หรือความหมายคล้ายกันมาซ้อนกันเป็นคำขึ้นเช่น 
 ว่องไว ว่ากล่าว เหลียวแล ช้านาน ถ้อยคำ วิ่งเต้น รูปภาพ เรือนหอ ฯลฯ

4. นำคำมูลที่มีความหมายกว้างๆมาประสมกับคำมูลคำอื่นๆ ทำให้เกิดความหมายเฉพาะขึ้น เช่น

- ชาว           (ย่อมาจากผู้ที่อยู่) เช่น ชาวบ้าน ชาวเขา ชาวเกาะ

- นัก            (ย่อมาจากผู้ที่กระทำ) เช่น นักเรียน นักร้อง นักดนตรี

- เครื่อง       (ย่อมาจากสิ่งที่ประกอบกันหรือของที่เข้าสำรับกัน) เช่น เครื่องยนต์ เครื่องจักร เครื่องกีฬา 

- ช่าง          (ย่อมาจากผู้ที่ชำนาญ) เช่น ช่างกล ช่างยนต์ ช่างเครื่อง

- ที่             (ย่อมาจากตำแหน่งหรือถิ่น) เช่น ที่นอน ที่อยู่

- ผู้             เช่น ผู้หญิง ผู้ใหญ่ ผู้น้อย

ข้อสังเกตคำมูล

 

 คำมูลหลายพยางค์    ควรดูว่าในคำหลายพยางค์นั้นมีความหมายทุกพยางค์หรือไม่
                                ถ้ามีความหมายบ้างไม่มีความหมายบ้างเป็นคำมูลหลายพยางค์
                                เช่น

                                มะละกอ = คำมูล 3 พยางค์ นาฬิกา = คำมูล 3 พยางค์
                                มะ = ไม่มีความหมายนา = มีความหมาย
                                ละ = ไม่มีความหมาย ฬิ = ไม่มีความหมาย
                                กอ = มีความหมายกา = มีความหมาย

ข้อสังเกตคำประสม

1. คำประสมจะเป็นวิทยาการสมัยใหม่ เช่น เตารีด ม้อหุงข้าวไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ พัดลม ตู้เย็น เครื่องอบผ้า เครื่องซักผ้า เครื่องดูดฝุ่น ฯลฯ
2. คำประสมเป็นคำเดียวกันจะแยกออกจากกันไม่ได้ความหายจะไม่เหมือนเดิม เช่น นางแบบ รับรอง มนุษย์กบ คำประสมจะเป็นคำใหม่เกิดขึ้น
3. วิธีสังเกตค่ำประสมนักจะมีลักษณะนามให้เห็นอย่างเด่นชัด เช่น ใบนี้ คนนี้ ชุดนี้ ฯลฯ เช่น 
  วันนี้ไม่มีคนใช้ขชุดนี้เลย (คำประสม)
4.  คำประสมที่ขึ้นตนด้วยคำว่า "ลูก แม่" ต้องหมายถึงคนจึงจะเป็นคำประสม เช่น ลูกเสือ (คน) 
แม่มด (คน) ถ้าเป็นลูกของเสือ แม่ของมด จะเป็นคำเรียงกันธรรมดา
Sealedยกเว้น ลูกน้ำเป็นคำประสม เพราะมีความหมายเปลี่ยนไป ไม่ใช่ลูกของน้ำแต่เป็นลูกของยุง เป็นต้น
 

 ความหมายของพยางค์

 พยางค์ คือ เสียงที่เปล่งออกมา ๑ ครั้ง จะมีความหมาย หรือไม่มีความหมายก็ได้ พยางค์ เกิดจากการเปล่งเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ตามกันออกมาอย่างกระชั้นชิด จนฟังดูเหมือนกับเปล่งเสียงออกมาในครั้งเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า การประสมเสียงในภาษา เสียงที่เกิดจากการประสมเสียง จึงเรียกว่าพยางค์

โครงสร้างของพยางค์ มีองค์ประกอบดังต่อไปนี้

1. พยัญชนะต้น    (ทุกพยางค์จำเป็นต้องมีเสมอ)
2. สระ               (ทุกพยางค์จำเป็นต้องมีเสมอ)
3. วรรณยุกต์       (ทุกพยางค์จำเป็นต้องมีเสมอ)
4. พยัญชนะท้าย  (บางพยางค์ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้)
Money mouth สรุปคือ

 เสียงพยัญชนะต้น + เสียงสระ + เสียงวรรณยุกต์

โครงสร้างของพยางค์ต้องมีทั้งรูปและเสียง
1. พยัญชนะต้น    รูป 44 เสียง  21
2. สระ               รูป 21 เสียง  21
3. วรรณยุกต์       รูป 4   เสียง  5
4. พยัญชนะท้าย  รูป 37 เสียง  8 
 
 
 

edit @ 29 Jun 2013 18:14:32 by ทะเลจันทร์ ตะวันวาด

edit @ 29 Jun 2013 18:18:19 by ทะเลจันทร์ ตะวันวาด

กรดอะมิโนที่แตกต่างกันสามารถแบ่งได้เป็น 20 ชนิด
 
 1. กรดอะมิโนจำเป็น  ( Essential Amino acid)
-ไลซีน
พบมากใน เนื้อแดง ถั่ว นม ไข่ เนย และปลาซาร์ดีน
 -ลิวซีน
พบมากใน ไข่ ถั่วเหลือง ปลา สาหร่าย
-ไอโซลิวซีน
-เมไทโอนีน
-ฟินิลอะลานีน
-ทรีโอนิน
-ทริปโตเฟน
-วาลีน
-ฮิสทิดีน
 
2.กรดอะมิโนไม่จำเป็น ( Non essential Amnino acid)
-อะลานีน
-อาร์จินีน
-แอสพาราจีน
-กรดแอสปาติก
-กรดกลูตสมิก
-ซีสเทอิน
-กลูตามิน
-ไกลซีน
-โพรลิน
-ซีริน
-ไทโรซีน
 
 

edit @ 29 Jun 2013 16:57:02 by Zomwhan Ize

edit @ 29 Jun 2013 16:58:21 by Zomwhan Ize